บัลเล่ต์ก็มีลักษณะคล้ายโอเปรา กล่าวคือ เป็นการแสดงบนเวทีโดยมีตัวละครซึ่งใช้การเต้นเป็นหลักไม่มีเจรจาใดๆ มีการแต่งตัว มีการจัดฉาก และที่สำคัญ คือ การใช้ดนตรีบรรเลงประกอบในลักษณะเดียวกับโอเปรา และใช้วงออร์เคสตราบรรเลง
การแสดงบัลเล่ต์มีการแบ่งเป็นองก์ เป็นฉาก และมีเพลงนำเช่นเดียวกับโอเปรา ลักษณะของเพลงอาจะเป็นการบรรบายเรื่องราวหรือการใช้ไลฟ์โมทีฟเช่นเดียวกับโอเปรา กล่าวคือ การใช้แนวทำนองแทนตัวละครหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างแน่นอนและครั้งใดก็ตามที่ตัวละครตัวหนึ่่งปรากฏขึ้น ดนตรีจะบรรเลงทำนองนั้นเสมอ เช่น เดียวก็พบเหตุการณ์หนึ่ง ๆ โดยเหตุที่ตัวละครในบัลเล่ต์ไม่มีการร้องหรือเจรจาเป็นภาษาพูดในลักษณะของโอเปรา ดนตรีจึงมีความสำคัญมากเนื่องจากการสื่อภาษาต่างๆ ใช้ดนตรีถ่ายทอดโดยตลอดร่วมกับการเคลื่อนไหวในลักษณะของการเต้น ( Choreography ) ซึ่งเปรียบได้กับบทละครของโอเปราลักษณะพิเศษของบัลเล่ต์ คือ การใช้ปลายเท้าเต้นโดยการเคลื่อนไหวลักษณะต่างๆ ด้วยการสวมร้องเท้าบัลเลท์ที่หนุนให้เท้าสามารถเขย่งได้อย่างมั่นคง ผู้คิดท่าเต้น ( Choreographer ) จึงจะเป็นผู้หนึ่งที่มีความสำคัญมาก
ดังนั้นถ้าผู้ชมบัลเล่ต์ต้องการติดตามเรื่องราวให้เข้าใจโดยตลอดอย่างแจ่มแจ้งจึงควรอ่านเนื้อเรื่่องในแต่ละองก์ แต่ละฉากก่อนชมบัลเล่ต์จะทำให้ติดตามชมบัลเล่ต์ได้อย่างเป็นเรื่องราวไม่น่าเบื่อ การชมบัลเล่ต์แต่ละครั้งผู้ชมจึงควรอ่านสูจิบัตรเสียก่อน เพราะในสูจิบัติจะมีรายละเอียดเรื่องราวของบัลเล่ต์กล่าวไว้เสมอ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น