วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

♥ยุคโรแมนติคของบัลเล่ต์♥ 


 


 

ความเจริญรุ่งเรืองสมัยฟื้นฟู
          ในช่วงความเจริญรุ่งเรืองสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ในประเทศอิตาลี คริสตศตวรรษที่ 15-16 การแสดงทั้ง 3 ชนิดนี้ได้ถูกนำมาใช้โดยการรวมเอาการร้องเพลง การเต้นรำและการเล่าเรื่องเข้าไว้ด้วยกัน
          เจ้าชายต่างๆ ในราชสำนักต่างแข่งขันกันจัดการแสดงพิเศษเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่ง อำนาจและรสนิยม ถูกนำมาใช้ในประเทศฝรั่งเศส
          ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 16 เมื่อพระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิชี (Catherine de Medici) ได้เข้าพิธีอภิเษกกับพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 พระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิชี เป็นผู้ที่ให้ความสนใจและสนับสนุนการแสดงดังกล่าวอย่างจริงจัง
          ในศตวรรษที่ 17 การแสดงในราชสำนักแพร่ไปทั่วยุโรป แลถึงจุดสูงสุดในประเทศฝรั่งเศส เรียกว่า “The Ballet a Entrée” โดยมีรูปแบบการแสดงเป็นฉากๆ ต่อเนื่องกันไปอย่างง่ายๆ เช่นเดียวกับการเต้นตามความนิยมในสมัยนั้น                
          ส่วนใหญ่การแสดงจะจัดในห้องบอลรูม (Ball Room) มีคนดูอยู่ทั้ง 3 ด้าน การแสดงให้ความสำคัญแก่ขบวนแถวมากกว่าตัวนักเต้นเอง นักแสดงทั้งหมดเป็นชายล้วนและเป็นนักแสดงสมัครเล่น ยกเว้นผู้ฝึกสอน (Ballet Master) เท่านั้นที่เป็นมืออาชีพและเป็นผู้จัดการแสดงทั้งหมด นอกเหนือไปจากเครื่องแต่งกายที่แปลกตาแล้ว บรรดานักเต้นเหล่านั้นจะสวมหน้ากากทำด้วยทองคำถักอีกด้วย
          ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (ค.ศ.1643-1715) พระองค์ทรงเป็นนักเต้นรำที่มีความสามารถและกระตือรือร้นในการแสดงออก รูปแบบของการแสดงในสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนเวทีจากห้องบอลรูม มาเป็นเวทีมียกพื้นแบบอิตาเลียน แทนที่คนดูจะอยู่รอบๆ และมองการแสดงด้วยมุมต่ำ กลับเปลี่ยนมาเป็นคนดูอยู่ข้างหน้านักแสดง และมองดูการแสดงที่อยู่สูงกว่าบนเวทียกพื้นสิ่งนี้ทำให้มีผลในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแสดงอย่างสิ้นเชิง ขบวนแถวตรงไปตรงมาเหมือนรูปทรงเรขาคณิตไม่สามารถใช้ได้ดีอีกต่อไปบนเวทียกพื้นแบบใหม่ กลายเป็นการเน้นจุดสนใจที่ตัวนักเต้นโดยเฉพาะ นักเต้นมีเทคนิคการเต้นดีขึ้น ยากขึ้น และมีนักเต้นอาชีพเพิ่มมากขึ้น
          ในปี ค.ศ.1861 นักเต้นอาชีพหญิงคนแรกก็ปรากฏขึ้นบนเวทีในประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลากว่า 100 ปีที่ผู้หญิงจะมีบทบาทในบัลเล่ต์ แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่ท่าเต้นง่ายๆ เล็กๆ น้อยๆ
          คริสตศตวรรษที่ 18 เป็นยุคทองของนักเต้นชาย เช่น Gaetano และ Auguste Vertri ซึ่งก็เป็นดาวดวงเด่นในนักเต้นชาย จุดเด่นของนักเต้นชายก็ คือ ผลของลีลาที่เกิดจากชุดในสมัยนั้นผู้หญิงจะนุ่งกระโปรงบานที่หนักและไม่สะดวกในการเคลื่อนไหว วิกผมทรงหอคอย ซึ่งสามารถทำได้อย่างมากก็ คือ ท่าเลื่อนตัวไปอย่างสง่ารอบๆ เวที แล้วหยุดนิ่งในท่าเก๋ๆ ผู้ชายจะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเพราะเครื่องแต่งตัวไม่มีสิ่งกีดขวางโดยเฉพาะช่วงขา สามารถกระโดและใช้ขาแสดงท่าที่ยากและสับสนได้



รูปบัลเล่ต์สวยๆ
♥ห้องบอลรูม (Ball Room)♥

♥นักแสดงบัลเล่ต์เป็นชายล้วน ศตวรรษที่ 17♥


♥บัลเล่ต์สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14♥





ผู้ออกแบบท่าเต้น
  • Carlo Blasis ผู้มีความสำคัญในประวัติศาสตร์บัลเล่ต์ โดยเน้นถึงวิธีการที่เรียกว่า “Ballon” แปลว่า เบาลอย อันเป็นท่าหนึ่งของบัลเล่ต์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
  • Charls Didelot ผู้เป็นอัจฉริยะในเรื่องการสร้างฉากและผลิต “Adagio” ครั้งแรกใน Zephyre et Flore ปี ค.ศ. 1796
  • Jean Dauberval ลูกศิษย์คนหนึ่งของ Noverre ที่ทำให้ Ballet d’ action แพร่หลายทั่วยุโรป
  • Salvatore Vigano เป็นผู้ริเริ่มสร้างรูปแบบของบัลเล่ต์ที่เน้นพระเอกของเรื่อง
ศิลปินทั้ง 4 ท่านนี้ ต่างเน้นการแสดงออกอย่างละคร ดนตรี การออกแบบท่าเต้นและ Plot เรื่อง
การแสดงบันเทิงที่แพร่หล่ยไปในราชสำนัก
  • Interludes เป็นการแสดงชุดสั้นๆ ซึ่งประกอบไปด้วยนักร้องและนักเต้น คั่นระหว่างการเสิร์ฟอาหาร
  • Masquerades เป็นขบวนแห่ของนักแสดงที่จะหยุดต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติ และนักแสดง จะอ่านโคลงกลอนหรือเล่าเรื่อง โดยสวมหน้ากากด้วย
  • Mummers เป็นการแสดงซึ่งนักเต้นจะสวมหน้ากาก

ยุคโรแมนติคของบัลเล่ต์ 
          เริ่มในปี ค.ศ. 1830 และจบสิ้นในช่วงสงคราม Franco-Prussian ในปี ค.ศ.1870 ช่วง 40 ปีของยุคนี้ มีการเปลี่ยนแปลงในบัลเล่ต์มากมาย เช่น เกิดการเต้นแบบ Pas de deux, การขึ้นปลายเท้า (Pointe) กลายเป็นที่นิยมมากขึ้น แม้ในสมัยนั้น จะยังไม่มีรองเท้าหัวแข็ง (Blocked shoes) นักเต้นยังไม่สามารถทำอะไรได้มากเหมือนในปัจจุบัน เทคนิคใหม่ๆ เช่น แสงจากตะเกียง ถึงแม้จะมีอันตรายก็สามารถจะทำอะไรได้มากขึ้นในด้านแสง หรือในด้านเครื่องแต่งกาย Marie Taglioni สวมเครื่องแต่งกายใน La Sylphide ในปี ค.ศ.1832 ด้วยชุดที่ฟิตช่วงอก กระโปรงบานทรงระฆัง สีขาวนวล ซึ่งต่อมากลายเป็นชุดที่นิยมและยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้                                                                                                                                                   ในยุคโรแมนติคจะเห็นได้ว่า มีการยกฐานะของนักเต้นหญิง (Ballerina) เหนือกว่านักเต้นชาย และเป็นที่ชื่นชอบต่อสายตาสาธารชนทุกแห่งยกเว้นที่รัสเซียและเดนมาร์ก นักเต้นชายจะเป็นเพียงแค่ตัวประกอบหรือเป็นผู้ยกนักเต้นหญิงเหมือนเครื่องจักรกลเท่านั้น ในบางครั้ง ถึงขนาดมีการใช้ผู้หญิงแต่งตัวเป็นนักเต้นชาย En travestri Ballet ถือเป็นเรื่องของผู้หญิงในระยะนั้น จนกระทั่ง Michel Fokine เริ่มให้ความสำคัญในบทของนักเต้นชายในปี ค.ศ.1909 จนกลายเป็นสิ่งที่ยังคงอยู่จนทุกวันนี้ เช่น Rudolf Nureyev และ Makhil Barshinikov ในทางตรงข้ามปรากฏว่าผู้ปกครองชาวอเมริกัน ยังอยากจะเห็นลูกชายของตนเองเป็นนักฟุตบอลแทนที่จะเป็นนักเต้น แต่อย่างไรก็ตาม นักกีฬาหลายคนได้มีการฝึกบัลเล่ต์เพื่อพัฒนาการ Balance และ Co-ordination                                                                                                                 Romantic Ballet เกี่ยวข้องกับอารมณ์และสิ่งเหนือธรรมชาติ แทนที่จะเป็นเรื่องที่มีเหตุผล เรื่องราวส่วนมากมักจะเกี่ยวกับการหนีโลกความเป็นจริงไปสู้โลกทีเหนือความจริง Ballerina เช่น Marie Tagioni ได้แสดงให้เห็นถึงวิญญาณหรือสิ่งที่ลอยได้หรือสัตว์จากโลกอื่น Fanny Essler แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางเทคนิคที่ส่งประกายเด่น ซึ่งสมัยนั้นนักเต้นจะต่างจากปัจจุบัน คือจะมีความสามารถแต่หุ่นไม่ดีนัก ขาใหญ่และน่องใหญ่ Gauitier เคยเขียนถึง Essler ว่าเสมือนนักเต้นปัจจุบัน คือ สะโพกเล็ก อกไม่ใหญ่มาก ดูไม่รู้ว่าหญิงหรือชาย มีลักษณะทั้งสวยและหล่อเหมือนเด็กชาย

ยุคทองของบัลเล่ต์
          เมื่อทิศทางการพัฒนาของบัลเล่ต์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ถึง 20 มุ่งหน้าไปเช่นนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ความเฟื่องฟูของบัลเลต์ในภายหลังจะมามีศูนย์กลางอยู่ที่รัสเซีย โดยเฉพาะเมื่อมี 3 ทหารเสือ อย่าง มาริอุส เปติปา เลฟ อีวานอฟ และเพเทอร์ ไชคอฟสกี ซึ่งช่วยกันแต่ง Swan Lake (1895) จนกลายเป็นบัลเลต์เรื่องดังที่สุดในโลก                                                                                                                     มาริอุส ซึ่งเป็นนักออกแบบท่าเต้น ยังร่วมงานกับเพเทอร์ ไชคอฟสกีในบัลเลต์เรื่องดังๆ ของโลก อย่าง The Nutcracker (1892) และ The Sleeping Beauty (1890) ซึ่งนับว่าเป็นยุคทองของรัสเซียทีเดียว จากเรื่อง Swan Lake นี่เองทำให้เกิดกระโปรงสั้น ที่เรียกว่า ตูตู้ (Tutu) อย่างที่เราเห็นทั้งหงส์ขาวหงส์ดำในเรื่องดังกล่าวสวมใส่ ภายหลังกลายเป็นกระโปรงที่สวมกันในนักเต้นบัลเลต์ทั่วไป                              บัลเลต์รัสเซียมียุคทองอยู่ได้ไม่นานก็เกิดการปฏิวัติในรัสเซีย ทั้งนักแต่งเพลง นักออกแบบท่าเต้น และนักแสดงจำนวนมากพากันอพยพออกนอกประเทศ โดยเฉพาะการอพยพมาจุดกำเนิดของบัลเลต์คลาสสิก อย่าง ฝรั่งเศส ของเซอร์เก ดิอากิเลฟ ที่มาเปิดบริษัท บัลเลต์รัสเซีย (Ballets Russes) ในกรุงปารีส อันเป็นศูนย์กลางของบัลเลต์รัสเซียหลังจากปฏิวัติบอลเชวิกส์
              

ลักษณะของบัลเล่ต์

          บัลเล่ต์ก็มีลักษณะคล้ายโอเปรา  กล่าวคือ เป็นการแสดงบนเวทีโดยมีตัวละครซึ่งใช้การเต้นเป็นหลักไม่มีเจรจาใดๆ มีการแต่งตัว  มีการจัดฉาก  และที่สำคัญ  คือ การใช้ดนตรีบรรเลงประกอบในลักษณะเดียวกับโอเปรา  และใช้วงออร์เคสตราบรรเลง
          การแสดงบัลเล่ต์มีการแบ่งเป็นองก์  เป็นฉาก และมีเพลงนำเช่นเดียวกับโอเปรา  ลักษณะของเพลงอาจะเป็นการบรรบายเรื่องราวหรือการใช้ไลฟ์โมทีฟเช่นเดียวกับโอเปรา  กล่าวคือ การใช้แนวทำนองแทนตัวละครหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างแน่นอนและครั้งใดก็ตามที่ตัวละครตัวหนึ่่งปรากฏขึ้น ดนตรีจะบรรเลงทำนองนั้นเสมอ  เช่น  เดียวก็พบเหตุการณ์หนึ่ง ๆ โดยเหตุที่ตัวละครในบัลเล่ต์ไม่มีการร้องหรือเจรจาเป็นภาษาพูดในลักษณะของโอเปรา  ดนตรีจึงมีความสำคัญมากเนื่องจากการสื่อภาษาต่างๆ ใช้ดนตรีถ่ายทอดโดยตลอดร่วมกับการเคลื่อนไหวในลักษณะของการเต้น  ( Choreography )  ซึ่งเปรียบได้กับบทละครของโอเปราลักษณะพิเศษของบัลเล่ต์ คือ การใช้ปลายเท้าเต้นโดยการเคลื่อนไหวลักษณะต่างๆ ด้วยการสวมร้องเท้าบัลเลท์ที่หนุนให้เท้าสามารถเขย่งได้อย่างมั่นคง  ผู้คิดท่าเต้น            ( Choreographer )  จึงจะเป็นผู้หนึ่งที่มีความสำคัญมาก  
          ดังนั้นถ้าผู้ชมบัลเล่ต์ต้องการติดตามเรื่องราวให้เข้าใจโดยตลอดอย่างแจ่มแจ้งจึงควรอ่านเนื้อเรื่่องในแต่ละองก์  แต่ละฉากก่อนชมบัลเล่ต์จะทำให้ติดตามชมบัลเล่ต์ได้อย่างเป็นเรื่องราวไม่น่าเบื่อ  การชมบัลเล่ต์แต่ละครั้งผู้ชมจึงควรอ่านสูจิบัตรเสียก่อน  เพราะในสูจิบัติจะมีรายละเอียดเรื่องราวของบัลเล่ต์กล่าวไว้เสมอ